หน้าแรก/บทความ/วางแผนเกษียณอย่างมั่นคงด้วย RMF และ SSF: คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2568

วางแผนเกษียณอย่างมั่นคงด้วย RMF และ SSF: คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2568

พ.ต.ท.วิศรุตภูมิ ชูประยูร5 กุมภาพันธ์ 25692 views
แชร์:

วางแผนเกษียณอย่างมั่นคงด้วย RMF และ SSF: คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2568

การวางแผนเกษียณอายุเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางการเงินที่สำคัญที่สุดของทุกคน หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า RMF และ SSF แต่ยังไม่แน่ใจว่าทั้งสองกองทุนนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกลงทุนแบบไหนดี บทความนี้จะอธิบายทุกอย่างที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับกองทุนลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณ พร้อมกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย


RMF คืออะไร?

RMF (Retirement Mutual Fund) หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือกองทุนรวมที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนออมเงินระยะยาวสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจ

กองทุน RMF มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย ตั้งแต่กองทุนตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงกองทุนหุ้นที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง ผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และระยะเวลาการลงทุน

เงื่อนไขสำคัญของ RMF

การลงทุนใน RMF มีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากผิดเงื่อนไขจะต้องคืนภาษีที่ได้รับการลดหย่อนพร้อมเงินเพิ่ม ดังนี้

ข้อกำหนดการลงทุน:

  • ลงทุนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี
  • วงเงินลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท (รวมกับกลุ่มเกษียณอื่นๆ)
  • ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี หรือเว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน
  • ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อแต่ละครั้ง

เงื่อนไขการขายคืน:

  • ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่ซื้อครั้งแรก
  • ต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ (นับตามวันเกิด) จึงจะขายคืนได้โดยไม่ผิดเงื่อนไข
  • หากขายก่อนครบเงื่อนไข ต้องคืนภาษีที่ได้รับการลดหย่อนพร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน

SSF คืออะไร?

SSF (Super Savings Fund) หรือ กองทุนรวมเพื่อการออม เป็นกองทุนรวมที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยมาแทนที่กองทุน LTF ที่หมดอายุไปเมื่อปี 2562 กองทุน SSF มีความยืดหยุ่นกว่า RMF ตรงที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี

เงื่อนไขสำคัญของ SSF

ข้อกำหนดการลงทุน:

  • ลงทุนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี
  • วงเงินลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • เมื่อรวมกับกลุ่มเกษียณอื่นๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  • ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี
  • ไม่มีขั้นต่ำในการซื้อแต่ละครั้ง

เงื่อนไขการขายคืน:

  • ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปี นับแบบวันชนวัน
  • ไม่มีเงื่อนไขเรื่องอายุผู้ลงทุน
  • หากขายก่อนครบ 10 ปี ต้องคืนภาษีที่ได้รับการลดหย่อนพร้อมเงินเพิ่ม

เปรียบเทียบ RMF vs SSF

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง RMF และ SSF ในประเด็นสำคัญ

หัวข้อRMFSSF
วงเงินลดหย่อนไม่เกิน 30% ของเงินได้ สูงสุด 500,000 บาทไม่เกิน 30% ของเงินได้ สูงสุด 200,000 บาท
ระยะเวลาถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี + อายุ 55 ปีไม่น้อยกว่า 10 ปี (วันชนวัน)
ต้องลงทุนต่อเนื่องใช่ (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี)ไม่จำเป็น
เหมาะกับใครผู้ที่วางแผนเกษียณระยะยาว อายุ 50 ปีขึ้นไปผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่น ทุกช่วงอายุ
นโยบายการลงทุนหลากหลาย (หุ้น ตราสารหนี้ ผสม)หลากหลาย (หุ้น ตราสารหนี้ ผสม)

กลุ่มลดหย่อนภาษีเพื่อการเกษียณ

นอกจาก RMF และ SSF แล้ว ยังมีรายการลดหย่อนภาษีอื่นๆ ในกลุ่มเกษียณที่ต้องนำมารวมกัน โดยวงเงินรวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท ต่อปี ประกอบด้วย:

1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) - สำหรับพนักงานบริษัทที่นายจ้างจัดตั้งกองทุนให้

2. กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) - สำหรับข้าราชการ

3. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) - สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ

4. ประกันชีวิตแบบบำนาญ - เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป

5. กองทุนสงเคราะห์ครู - สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา


กองทุน Thai ESG และ Thai ESGX

นอกเหนือจากกลุ่มเกษียณแล้ว ในปี 2568 ยังมีกองทุนลดหย่อนภาษีอีก 2 ประเภทที่น่าสนใจ คือ Thai ESG และ Thai ESGX ซึ่งมีวงเงินลดหย่อนแยกต่างหากจากกลุ่มเกษียณ

Thai ESG (กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน)

กองทุน Thai ESG เป็นกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ของธุรกิจไทยที่ดำเนินงานโดยคำนึงถึงหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล) สำหรับการลงทุนในช่วงปี 2567-2569 ผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้ สูงสุด 300,000 บาท โดยต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี

Thai ESGX (พิเศษเฉพาะปี 2568)

กองทุน Thai ESGX เป็นกองทุนพิเศษที่รัฐบาลอนุมัติจัดตั้งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 โดยต้องลงทุนในหุ้นยั่งยืนไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ผู้ลงทุนสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท แต่ต้องซื้อในช่วง 2 พฤษภาคม - 30 มิถุนายน 2568 เท่านั้น


สรุปวงเงินลดหย่อนภาษีปี 2568

ประเภทกองทุนวงเงินลดหย่อนสูงสุดหมายเหตุ
กลุ่มเกษียณ (RMF/SSF/PVD/กบข./กอช./ประกันบำนาญ)500,000 บาทรวมกันทุกรายการ
Thai ESG300,000 บาทปี 2567-2569
Thai ESGX300,000 บาทซื้อได้ 2 พ.ค. - 30 มิ.ย. 2568
Thai ESGX (สับเปลี่ยนจาก LTF)300,000 บาทเฉพาะปี 2568
รวมสูงสุด1,400,000 บาท

กลยุทธ์การลงทุนตามช่วงอายุ

การเลือกกองทุน RMF และ SSF ควรพิจารณาตามช่วงอายุและระยะเวลาก่อนเกษียณ ดังนี้

อายุ 25-35 ปี: เน้นการเติบโต

ในช่วงวัยนี้มีระยะเวลาลงทุนยาวนาน จึงสามารถรับความเสี่ยงได้สูง ควรเลือกกองทุนหุ้นเป็นหลัก เช่น RMF หุ้นไทย หรือ RMF หุ้นต่างประเทศ เพื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว สัดส่วนที่แนะนำคือ หุ้น 80% และตราสารหนี้ 20%

อายุ 36-45 ปี: สมดุลการเติบโตและความมั่นคง

ช่วงวัยนี้ควรเริ่มปรับพอร์ตให้สมดุลมากขึ้น โดยลดสัดส่วนหุ้นลงเล็กน้อย และเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ สัดส่วนที่แนะนำคือ หุ้น 60% และตราสารหนี้ 40%

อายุ 46-55 ปี: เน้นความมั่นคง

เมื่อใกล้เกษียณมากขึ้น ควรลดความเสี่ยงลงอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้และกองทุนผสม สัดส่วนที่แนะนำคือ หุ้น 40% และตราสารหนี้ 60%

อายุ 55 ปีขึ้นไป: รักษาเงินต้น

ช่วงใกล้เกษียณหรือหลังเกษียณ ควรเน้นการรักษาเงินต้นเป็นหลัก โดยเลือกกองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนตลาดเงิน สัดส่วนที่แนะนำคือ หุ้น 20% และตราสารหนี้ 80%


ตัวอย่างการคำนวณภาษีที่ประหยัดได้

สมมติว่าคุณมีเงินได้พึงประเมิน 1,200,000 บาทต่อปี และอยู่ในฐานภาษี 20% หากลงทุนใน RMF และ SSF เต็มวงเงิน จะประหยัดภาษีได้ดังนี้:

การลงทุน:

  • RMF: 300,000 บาท (30% ของ 1,200,000 บาท แต่ไม่เกินวงเงินกลุ่มเกษียณ)
  • SSF: 200,000 บาท (สูงสุดตามเงื่อนไข)
  • รวม: 500,000 บาท (เต็มวงเงินกลุ่มเกษียณ)

ภาษีที่ประหยัดได้:

  • 500,000 × 20% = 100,000 บาทต่อปี

หากลงทุนต่อเนื่อง 20 ปี จะประหยัดภาษีได้ถึง 2,000,000 บาท (ไม่รวมผลตอบแทนจากการลงทุน)


ข้อควรระวังในการลงทุน RMF/SSF

1. อย่าลืมเงื่อนไขการลงทุนต่อเนื่อง (RMF) หากลืมลงทุน RMF เกิน 1 ปี จะถือว่าผิดเงื่อนไข ต้องคืนภาษีที่ได้รับการลดหย่อนทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่ม

2. นับระยะเวลาให้ถูกต้อง RMF นับจากวันที่ซื้อครั้งแรก ส่วน SSF นับแบบวันชนวัน หากนับผิดอาจขายก่อนครบเงื่อนไข

3. พิจารณาค่าธรรมเนียม กองทุนแต่ละกองมีค่าธรรมเนียมต่างกัน ควรเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee)

4. กระจายความเสี่ยง ไม่ควรลงทุนในกองทุนเดียว ควรกระจายการลงทุนในหลายกองทุนและหลายประเภทสินทรัพย์


สรุป

การลงทุนใน RMF และ SSF เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการวางแผนเกษียณอายุ นอกจากจะช่วยสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวแล้ว ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มต้นให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งมีเวลาให้เงินทำงานมากขึ้น

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกกองทุนไหน หรือต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนเกษียณ สามารถติดต่อ พ.ต.ท.วิศรุตภูมิ ชูประยูร (สมาร์ท) ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™ ได้ที่:


บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

พ.ต.ท.วิศรุตภูมิ ชูประยูร, M.Pol.Sc., AFPT™

ที่ปรึกษาการเงิน AFPT™ | ผู้วางแผนการลงทุน

ประสบการณ์กว่า 10 ปีในด้านการวางแผนการเงิน ประกันชีวิต และการลงทุน พร้อมใบอนุญาตครบถ้วนจากหน่วยงานกำกับดูแล

ต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม?

ทีมที่ปรึกษาการเงินพร้อมให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย